ราคาทองคำในประเทศไทยใครเป็นผู้กำหนด? และขึ้นกับตัวแปรอะไรบ้าง?

ราคาทองคำในประเทศไทยใครเป็นผู้กำหนด? และขึ้นกับตัวแปรอะไรบ้าง?

สำหรับราคาทองคำในประเทศไทยนั้น ถูกกำหนดโดยคณะกรรมการควบคุมราคาทองของสมาคมค้าทองคำ( www.goldtraders.or.th ) ประกอบไปด้วย 5 ห้างทอง ได้แก่

  • ห้างทองจินฮั้วเฮง
  • ห้างทองฮั่วเซ่งเฮง
  • ห้างทองเลี่ยงเส็งเฮงพาณิชย์
  • ห้างทองหลูชั้งฮวด
  • ห้างทองแต้จิบฮุย

ในการกำหนดราคาทองคำ ทางคณะกรรมการฯ ได้ยึดถือหลักประชาธิปไตย และให้การดูแลตลอดช่วงระยะเวลาของการซื้อขาย ราคาทองคำที่ถูกกำหนดขึ้นมานั้น สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม ซึ่งอ้างอิงจากราคา Gold Spot บวกหรือลบค่า Premium จากผู้ค้าทองในต่างประเทศ ( และขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในช่วงนั้น ว่าเป็นสภาวะการนำเข้า หรือการส่งออก ) จากนั้นจึงนำมาคำนวณกับค่าเงินบาท แล้วแปลงหน่วยน้ำหนักจากหน่วยออนซ์ (ounze) ให้เป็นหน่วยน้ำหนักของไทย คือ บาท โดยการตัดสินใจประกาศราคาทองในประเทศแต่ละครั้งนั้น ทางสมาคมค้าทองคำ จะต้องพิจาราณาองค์ประกอบของ Demand และ Supply ทองคำภายในประเทศเป็นสำคัญอีกด้วย

ตัวแปรที่สำคัญในการกำหนดราคาทองในประเทศไทย

ตัวแปรที่สำคัญในการกำหนดราคาทองในประเทศไทย สรุปได้ 4 ตัวแปร ดังต่อไปนี้

1. ราคาทองคำต่างประเทศ (Gold spot)

ราคาทองคำต่างประเทศ (Gold spot) เป็นราคาอ้างอิง ที่ยังไม่ได้มีการบวก หรือลบค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริงในการส่งมอบทองคำ เป็นการซื้อขายทองคำที่ไม่มีการส่งมอบ หากพิจารณาดูตามราคา Gold spot จะเห็นว่ามีทั้งฝั่ง Bid และ Ask ซึ่งก็คือราคารับซื้อ และราคาขายออก นั่นเอง ซึ่งในการซื้อทองคำจากต่างประเทศ ผู้ขายจะใช้ราคา Ask ในการคำนวณ ส่วนเมื่อขายกลับไปยังผู้ค้าทองคำต่างประเทศ จะใช้ราคา Bid ในการคำนวณ และทางสมาคมค้าทองคำ ก็ใช้หลักในการพิจารณาเช่นเดียวกันนี้

2. อัตราค่า Premium ( ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการนำเข้า/ส่งออกทองคำ )

เมื่อมีความต้องการซื้อทองคำจำนวนมากจากผู้สนใจลงทุนในทองคำ และปริมาณทองคำภายในประเทศมีไม่เพียงพอ ร้านค้าทองจึงจำเป็นต้องอาศัยการนำเข้าทองคำจากต่างประเทศ ซึ่งก็คือการซื้อทองคำจากผู้นำเข้า ซึ่งผู้นำเข้าก็ต้องซื้อต่ออีกทอดหนึ่งจากผู้ค้าในต่างประเทศ โดยจะมีการคิดค่า Premium

ซึ่ง ค่า Premium คือ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อที่นำเข้า หรือส่งออกทองคำ รวมถึงค่าขนส่ง ค่าความเสี่ยง ดอกเบี้ยธนาคาร ค่าประกันภัยต่างๆ ซึ่งจะถูกกำหนดมาโดยผู้ค้าทองในต่างประเทศ ซึ่งเรียกง่ายๆว่า เป็นต้นทุนในการนำเข้าทองคำจากต่างประเทศเข้ามาขายผู้บริโภคในประเทศไทย นั่นเอง

โดยในการคำนวนจะนำราคา Gold Spot บวกค่า Premium เข้าไปด้วย ซึ่งในทางกลับกัน เมื่อมีประชาชนมาขายทองคำแท่ง คืนให้กับร้านทองจำนวนมากๆ ร้านทองจำเป็นต้องทำการขายกลับคืนมาให้กับบริษัทผู้นำเข้า และผู้นำเข้าก็จะทำการขายคืนกลับไปให้กับผู้ค้าทองในต่างประเทศอีกทอดหนึ่ง

ในจุดนี้ต่างประเทศจะใช้ราคา Gold Spot ฝั่ง BID และหักลบค่าใช้จ่าย Premium ในฝั่งขายออกนี้จะเรียกว่า Discount สำหรับสภาวะปกติค่า premium หรือ discount จะอยู่ที่ +1 ถึง 2 เหรียญต่อออนซ์ แต่ในสภาวะผิดปกติ จากการที่ราคาทองคำในต่างประเทศปรับตัวขึ้นหรือลงอย่างมาก และรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น ทำให้มีความต้องการซื้อทองคำจากทุกประเทศในโลกพร้อม ๆ กัน

เมื่อมี Demand ในตลาดโลกมาก จะทำให้เกิดการแย่งซื้อ ส่งผลให้มีการปรับขึ้นลงค่า premium และ discount จากผู้ค้าในต่างประเทศอย่างรวดเร็วและรุนแรงมากเช่นกัน โดยอาจอยู่ในช่วง +10 ถึง 20 เหรียญต่อออนซ์ หรือในบางครั้งอาจสูงถึง +25 เหรียญต่อออนซ์ ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก

3. ค่าเงินบาทต่อดอลล่าสหรัฐ

ค่าเงินบาทที่ใช้ในการคำนวณราคาทองคำในประเทศไทย จะใช้อัตราการโอนเงินระหว่างประเทศ ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับ gold spot และมีการใช้ราคาในฝั่ง Bid และ Ask เช่นเดียวกัน และหากมีสภาวะวิกฤตของสถาบันการเงิน แต่ละธนาคารก็จะบวกค่าความเสี่ยงเข้าไปด้วยเช่นกัน

4. Demand และ Supply ภายในประเทศ

นอกจากคณะกรรมการควบคุมราคาทองของสมาคมค้าทองคำ จะพิจารณาราคา Gold Spot  ค่า Premium และค่าเงินบาท ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาแล้ว ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยด้าน Demand และ Supply ภายในประเทศอีกด้วย เพื่อที่จะตัดสินใจประกาศราคาทองคำภายในประเทศ ณ ช่วงเวลานั้นๆ โดยคณะกรรมการกำหนดราคาทั้ง 5 คน จะพิจารณาจากปริมาณ และราคาที่เกิดขึ้นในการซื้อขายระหว่าง

  • ผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกทองคำ
  • ร้านค้าทองเยาวราช
  • ร้านค้าส่งทองคำ
  • ร้านค้าปลีกทองคำ
  • ผู้ลงทุนทองคำรายใหญ่
  • ผู้ลงทุนทองคำรายย่อย

สรุป

การกำหนดราคาทองคำในประเทศไทย มิใช่ว่าร้านทองจะซื้อขายกับประชาชนผู้สนใจลงทุนในทองคำเพียงฝ่ายเดียว หากทำความเข้าใจให้ละเอียดแล้ว จะพบว่า ทุกภาคส่วนล้วนมีการซื้อและขายทองคำด้วยกันเองตลอดเวลา และการซื้อขายของร้านค้าทองด้วยกันเอง ซึ่งจะมีปริมาณที่มากกว่าการซื้อขายกับผู้ลงทุนทั่วไปหลายเท่าตัวอีกด้วย

เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าสมาคมค้าทองคำ ประกาศราคาทองคำสูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริงจากตลาดต่างประเทศมากไป ร้านทองด้วยกันเองจะมีการวิ่งเข้าหาซื้อหรือเทขายกันเอง ส่งผลให้สมาคมค้าทองคำ ต้องปรับราคาให้เหมาะสมในที่สุด เพื่อสะท้อนถึงความต้องการทองคำของตลาดตามความเป็นจริง ตามกฎของ Demand และ Supply กลไกของตลาดดำเนินการไปด้วยตัวของมันเอง

เช่น หากราคาทองของสมาคมค้าทองคำ ประกาศต่ำกว่าตลาดโลกมาก ก็จะมีกลุ่มผู้ตระเวนซื้อทองรูปพรรณเก่าตามร้านทองทั่วประเทศ และขายทองให้ผู้ส่งออกต่างประเทศได้ส่วนต่างผลกำไรโดยตรง โดยไม่ผ่านร้านทองทำให้ร้านทองเสียรายได้ส่วนนี้ไปอย่างเห็นได้ชัด หรือหากมีการกำหนดราคาที่สูงกว่าราคาตลาดโลกมาก ก็จะมีผู้นำเข้าทองนำทองมาขายให้ร้านทองโดยทันทีเช่นกัน เนื่องจากจะได้กำไรจากค่าส่วนต่างที่มาก

ดังนั้น การที่ผู้สนใจลงทุนในทองคำดูราคา Gold spot จาก Website ต่างประเทศ แล้วนำมาคำนวณตามสูตรตรงๆ ก็จะได้ราคาที่ไม่สะท้อนความเป็นจริงในการซื้อขายที่มีการส่งมอบทองจริง ซึ่งหากพิจารณาข้อมูลที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะเห็นว่า ตลาดค้าทองคำของไทยนั้น เป็นตลาดที่มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ และสามารถดำเนินไปด้วยกลไกทางการตลาดที่แท้จริง

แหล่งที่มาอ้างอิงจาก เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ